2006/Jun/27

เนื้อเรื่องย่อ

สุนทรภู่ คิดถึงเเม่จันทร์คนรัก เพราะต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี เดินทางตั้งแต่เดือนยี่ จนขณะนี้ถึงเดือนสาม

จากแม่จันทร์เมื่อวันสิบสองค่ำ ตอนรุ่งเช้ารู้สึกใจหาย เศร้าใจ ทั้งหวงทั้งห่วง

ถึงคลองขวาง บางจาก คิดถึงอุปสรรคที่มาขัดขวาง และการจากคนรักมา ขออธิษฐานให้เทพที่รักษาระวังช่วยปกป้องรักษาคนรักและพ่อ ใครคิดร้ายขอให้ตาย

ถึงสามเสน เมื่อครั้งก่อนเรียกสามเสน เพราะมีการฉุดพระพุทธรูปขึ้นจากน้ำ ใช้คนมากมายพระพุทธรูปก็ไม่เคลื่อนที่ จึงเรียกที่นี้ว่า สามแสน เเต่ชาวกรุงเรียกเป็น สามเสน นับประสาอะไรกับความรัก ก็คงต้องมัวหมอง เช่นเดียวกับชื่อสามเสเสนที่ต้องเปลี่ยนเเปลงไป ขอให้ใจของเเม่จันทร์เเน่นหนักเหมือนพระพุทธรูป เเม้ชายแสนคน มาอ้อนด้วยคำหวานแสนคำ ก็อย่าได้หวั่นไหว

ถึงบางพลัด รูสึกอนาถใจที่พลัดพรากจากคนรักมา

ถึงบางซื่อ ชื่อบางเหมือนกับความซื่อสัตย์ของพี่ ขอให้น้องซื่อตรงเหมือนชื่อบาง

ถึงบางซ่อน เหมือนคนมาซ่อนน้อง หรือจะซ้อนน้องไว้ที่นี่ ได้โปรดเยี่ยมหน้าออกมาให้พี่เห็นสักหน่อย

ถึงบางวัดโบสถ์ตลาดแก้ว มีน้ำวน มีต้นไม้มากมาย เห็นแมลงภู่ตอมลูกจันทร์ เหมือนพี่ที่เคล้าเคลียน้อง

ถึงตลาดขวัญ เป็นเมืองรอบนอก มีเรือนเเพมากมาย แม่ค้าหน้าตาดี ส่งเสียงเซ็งเเซ่

ถึงปากเกร็ด แวะกินข้าว ถึงบางพูดคนอื่นพูดคุยกัน แต่ตัวพี่นั่งนิ่งนึกถึงคนรัก ใครช่วยบอกภูติผีมาหา จะได้ผากดูแลน้องรัก อย่าให้ใครมาเกี้ยว

ถึงบางพัง ตลิ่งน้ำพัง เหมือนพี่ที่จากน้องมา อกแทบพังเหมือนฝังน้ำ

ถึงวัดเทียนถวาย บ้านใหม่ มีต้นตาลมาก เจ้าของตาลอยากได้ลูกตาล จึงปีนต้นตาล เหมือนคนที่คบกับคนปากหวาน อาจเจ็บใจเหมือนคนตกต้นตาล เห็นเถาต้นเทพี มีหนามนึกถึงตอนถูกหนามตำก็ไม่เจ็บเหมือนถูกเหน็บแนมเชือดเฉือนด้วยคำพูด

ถึงบางหลวง ใจเร้าร้อนดังศรปัก ถึงบ้านกระแซง เร่งผีพายมาจนถึงสามโคก แดดร้อนเห็นชาวมอญนุ่งโสร่งเดินเห็นขาขาวๆใครมองเห็นก็คงนึกชอบ บ้านเรือนไม่เหมือนบ้านคนไทย หลังคาใหญ่พื้นเล็กเหมือนโลงผี ทรงบ้านยาวรี ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งซ้าย

ถึงวังตำหนัก พักพล เจ้านายเสวยเสร็จ ก็ไปต่อ น้ำไหลยังมีเวลาลง แต่ใจพี่โศกไม่มีเวลาว่างต้องเดินทางอีกไกล ขึ้นจากน้ำก็ต้องเดินป่า เห็นลมพัดอยากฝากสารถึงน้องรักให้รักษาเนื้อรักษาตัวรอคอยพี่ พี่ตรอมใจคิดถึงน้อง

ถึงทุ่งขวาง บ้านกระบือ เกาะราชคราม กระแสน้ำยังแยกเป็นสองทาง ใจคนก็แยกเป็นสองใจได้เช่นกัน ถึงบางไทร มีสายน้ำแยกเป็นสามง่าม เรียกว่าสีกุก มีนกบิน ปลาผุดว่ายมากมาย

ถึงเกาะเกิด เหมือนกรรมที่ต้องมาราชการ จึงเกิดความโศกมากกว่าเกาะดิน ถึงเกาะบางอออิน มีน้ำวน เล่ากันเป็นวังเก่าสมัยอยุธยา กษัตริย์พาสนมออกมาชมนก แต่ปัจจุบันต้นไม้ตายโกร๋นทั้งมีโจร จระเข้ คนจึงกลัว

ถึงเกาะพระ มีสำเภาล่มจมอยู่ ถึงเกาะเรียน เรียมรู้สึกร้อนใจ ถึงท่าเสือแต่พี่มองไม่เห็นเสือ ถ้ามีจริงจะวิ่งออกจากเรืออุทิศเน้อให้เป็นอาหารของเสือ เข้าคลองตะเคียน เป็นถิ่นของพวกแขกตานี หน้าตาไม่น่ามอง ถึงปากช่องคลองตะเคียน เห็นวัดวาอารามมากมาย เจดีย์ศาลาการเปรียญ โบสถ์ กุฏิชำรุดพัง

ถึงวัดธารมาใหม่ ชื่อวัดเหมือนความทรมานความทุกข์ของพี่ แม้มีเครื่องประดับ แต่งตัวจนงาม แต่ใจก็ยังตรอมตรม ถึงคลองสระประทุม เห็นราชวังเก่าร้างรก ดังรังกา เงียบดังป่าช้า

เมืองที่สิ้นกษัตริย์เงียบดังป่า เมื่อครั้งทีกรุงเต็มไปด้วยต้นแฝกและขม ปู่ย่าตายายเล่าถึงเมืองครั้งกรุงศรีอยุธยาเจริญ กษัตริย์ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองดับทุกข์โศกของประชาชน น่าสรรเสริญยิ่ง เสียดายที่เราเกิดมาไม่ทันเห็น มีกำแพงเมือง คูเมืองก็ลึก ข้าศึกไม่น่าเข้ามายึดได้เหมือนกับไม่มีผู้ชาย คงเป็นเพราะเมืองสิ้นชะตา จึงทำให้ข้าศึกยึดได้ ทุกวันนี้พี่ไม่กลัวตาย คิดถึงแต่เเม่จันทร์ ขอให้เทวดาในสวรรค์ชั้นดุสิตดลใจใกล้น้อยอย่าเป็นเหมือนกรุงเก่า ขอให้เป็นเหมือนกรุงของเราที่ไม่พรั่นใคร จะได้อยู่เคียงคู่กับพี่ตลอดไป

ถึงวัดนางปลื้ม ทำให้เราปลื้มลืมความรักพักกินข้าว กินไม่ค่อยลง ค้างคืนที่นี่ เจ้านายบรรทมในเรือพระที่นั่ง จนรุ่งเช้าก็เดินทางต่อ

ถึงคลองหัวรอ มีรอเก่าๆ ของพวกพม่า เหมือนกับพี่รอความรักด้วยความทุกข์ ถึงศาลาเกวียนโล่งเตียน มองกาเกวียนมาบรรทุกความรักสักหกเจ็ดเกวียน ทุกความรักมาจนหนักเรือเติมความรักความรักมาทุกคุ้งจนรู้สึกรำคาญ

ถึงบ่อโพง ถ้าทีโพงคงจะมีความสุข จะใช้โพงความทุกข์ให้หมดสิ้น เห็นแต่ตลิ่งชัน ถึงปากจั่นชื่อพ้องกับเเม่จันทร์ ถึงระบางระกำ นึกถึงเคราะห์กรรมที่ต้องตกทุกข์ระกำกายจนมาถึงบางระกำ ต้นระกำที่นี่ยาว ผู้คนคงคุ้นเคยกับความระกำใจ

ถึงพระนครหลวง ยิ่งโศกเศร้าใจ ต้องไปอีกหลายคืน ถึงแม่ลา เมื่อมาก็ลาแม่

ถึงอรัญญิก ตะเคียนด้วน ศาลาลอย มีต้นงิ้วงามอยู่ริมตลิ่ง ถึงวังตะไล มีบ้านเต็มไปหมด

ถึงบางขวาง เป็นท่าเรือ ขนข้าวของเสียงขึ้นไว้ที่ศาลา

เณรกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ขึ้นศาลาสรงน้ำ ส่วนพวกเราลงว่ายน้ำ เพื่อนช่วยบีบยวด จัดกองช้าง ๒๐ เชือก โดยเลือกตัวที่เดินดีเป็นช้างพระที่นั่ง พระองค์เจ้าปฐมวงศ์เข้าบรรทม

พวกเสวกามาตย์ต่างเหนื่อยอ่อน นอนเหมือนตาย ได้ยินเสียงเพื่อนร้องเพลงสักวา เพลงครึ่งท่อนช้าปี่ ก็ไม่สนใจ เฝ้าดูดวงจันทร์ เหมือนชื่อน้อง ระกำใจเกินกว่าที่จะเขียนเป็นคำกลอนได้ จนรุ่งเช้า กองช้างเตรียมช้างมายืนเรียง

พวกเพื่อนปลุกกันเซ้งแซ่ รีบเก็บข้าวของวุ่นวาย

พวกนางในปีนช้าง ไม่กางขา จึงตกช้าง พวกกรมการบ้านป่าฮากันตึง พวกนางในจึงเรียกผู้ชายมาช่วยดึงขึ้นไป โดยไม่นึกอาย

รุ่งเช้า เมื่อกินอิ่มแล้ว และเมื่อพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ทรงช้าง ก็เคลื่อนขบวน สองข้างเป็นช้างตั้ง ด้านหลังเป็นพวกหาดเล็ก ตัวพี่เคราะห์ร้ายต้องขึ้นช้างตกน้ำมัน เพื่อนแกล้งตบมือ มันจึงพาวิ่งเข้าป่าไป ตัวพี่หงายหลัง แต่ท้ายช้างคว้าได้ทัน นึกจะโจนลง แต่ก็อายเพื่อนจะเย้ยว่าใจหญิง

ถึงชายป่าหน้าประโคน คิดถึงน้องรัก เข้าดงยางที่ลู่ล้มทับกัน เสียงนกจอแจ เสียงดุเหว่าทำให้เปลี่ยวใจ สองข้างทางเต็มไปด้วยเถาวัลย์ ได้ยินเสียงจักจั่นเรไร ทำให้ระทดใจมากขึ้น

ถึงบางโขมด มีธารตะพานช้าง เดินทางมาได้ ๑๕๐ เส้น มีต้นโพธิ์ใหญ่ ผู้คนอยู่พักที่นี่ สองข้างทางมีของขายจอแจ มีทั้งของคาวของหวาน มีน้ำยาขนมจีน ที่ทำมาจากกิ้งกือ พวกหนุ่มสาวจับกลุ่มกันกิน

ถึงบ่อโศก มาได้ ๒๕๐ เส้น ถึงสระใหญ่ พี่ไสช้างเดินต่ออย่างคึกคะนอง

ถึงหนองคนที มีสระน้ำนอง มีหญ้าสีดำ มีรอยเท้าช้างลึกเป็นหลุมเป็นบ่อ เดินต่อมาอีก ๓๕๐ เส้น เห็นทางสองข้างเป็นป่าเขา เห็นนกเขาคู่หนึ่งขันอย่างมีความสุข แต่ตัวพี่ต้องทุกข์เพราะจากน้องมาไกล

ถึงศาลาที่สามเณรพักอยู่ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ ป่านี้นายพรานว่ามีเสือ จะไปมาต้องไม่ประมาท ยามไม่สบายใจ พี่คิดกลัวเสือ มุ่งหน้าเดินข้ามป่าเขา ระยะทางประมาณ ๔๐๐ เส้น จนถึงสระยอ

พี่แวะที่เขาดก คอยนำเสด็จ บูชาเทวาอารักษ์ ให้ช่วยปกป้องและป้องกันภัยอันตราย เห็นเขาดก ทำให้นึกถึงตัวเองที่ต้องมาตกยากจากน้องมาอยู่กลางป่า รู้สึกใจหาย

เสด็จออกจากสระยอประมาณเที่ยง ถึงวัดประมาณบ่ายโมง มีผู้คนล้นหลาม หยุดช้างข้างวัด

เวลาเย็น เสียงประโคมมโหรีดังเซ็งแซ่ วันนี้เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์ทรงกลด ไฟตะเกียงรอบพระมณฑปประกอบกับแสงจันทร์สว่างอย่างเห็นผาได้ชัด เทียนดอกไม้สว่างจับเขาแวววับ พระจันทร์ส่องแสงต้องยอดมณฑปดูสุกใส หน้ามุกเห็นเป็นเงางาม พลุกระจายเป็นช่อเหมือนดวงจันทร์ เสียงของพลุดังลั่นสนั่นป่า ต่อมา บรรยากาศเริ่มเงียบสงบ อากาศเย็นลงเรื่อยๆ ต้องนอนหนาวตากน้ำค้างกลางป่า เมื่อหลับฝันก็ฝันว่าน้องจันทร์ได้มาอยู่ใกล้ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็ไม่พบอย่างที่ฝัน รู้สึกกระวนกระวายใจ

รุ่งแจ้ง จัดหาธูปเทียน ไปนมัสการ เข้าไปในลานที่เป็นพื้นทราย มีผู้คนมากมายมาอยู่ที่นี่

ประตูตรงหน้าบันไดนาค มีรูปยักษ์ ๒ ตนยืนถือกระบองอยู่ มีนาคในบันไดดูเหมือนจะเลื้อยไปได้จริง ขย้ำเขี้ยวขบปากเหมือนมีชีวิต มีต้นกัลปพฤกษ์อยู่ในวัด มีการโปรยทานในวัดด้วย

ทิศตะวันตกริมมณฑป รูปดาบสยิ้มเห็นฟันขาว นุ่งหนังเสือใส่ชฎายาว ขั้นบันไดที่จะขึ้นไปมณฑปมีสิงโตตั้งกระหนาบ ดูเหมือนจะกระโดดตามไปด้วย พี่เดินชมมณฑปลวดลายต่างๆ เช่น กระจัง บัวหงาย ดอกจันทน์ ก้านแย่ง ดอกจอก

พื้นผนังที่ฐานปัทม์ เป็นรูปครุฑจับนาค รูปกินนร เทพนม ใบระกาหน้าบันที่ชั้นมุขประดับด้วยทองสุกสว่าง สวยงามราวกับยอดยุคุนธร กระจังแซมใบระกา นาคสะดุ้ง กระดึงร้อยใบโพธิ์ส่งเสียงดังหงั่งเหง่ง ประสานกันเสียงกังสดาล เมื่อได้ยินก็รู้สึกวังเวงใจ

บานประตูประดับด้วยมุก ลายกระหนกเป็นรูปครุฑนาคยุดนาคในเครือวัลย์ รูปยักษ์ยืนกอดกระบอง สิงโต เทวดา ชมพูพาน สุครีพ ถือพระขรรค์ นารายณ์ทรงครุฑ พรหมทรงหงส์ เทพถืออาวุธทรงช้าง ผนังทั้งสี่ด้าน ทาด้วยสีทอง บุด้วยแผ่นเงินงาม มณฑปน้อยที่สวมรอยพระพุทธบาท ทำด้วยทองแจ่มจรัส เพดานประดับด้วยกระจก กลิ่นควันของธูปและเทียนหอมตลบอยู่ทั่วห้อง

พี่นั่งอยู่ข้างพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ประนมมือก้มกราบแล้วอธิฐาน เป็นบุญของตนที่ได้มานมัสการรอยพระพุทธบาท ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้ชาติหน้าเกิดเป็นคนมั่งมี อย่าได้พบพานกับหญิงขี้หึง เพศยา ห่างไกลคนชั่ว ขอให้สมหวังในรัก ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ รูปร่างงดงาม ครอบครัวมีความสุขเสมอ พ้นจากการถูกปองร้าย ขอให้มีเกียรติยศ